‘ศรีสุวรรณ’ ถาม ทบ.ซื้อรถหุ้มเกราะ ‘สไตรเกอร์’ คันละ 80 ล้าน แต่เว็บไซต์ขายแค่ 47 ล้าน

ข่าวทั่วไป

“ศรีสุวรรณ” ขอคำตอบ ทบ.จัดซื้อรถเกราะล้อยาง M1126 STRYKER จากสหรัฐฯ คันละ 80 ล้าน ทั้งที่ราคาในเว็บไซต์แค่ 47 ล้านบาท ซื้อ 80 คันเกิดส่วนต่าง 1,220 ล้าน แถมน่าสงสัยว่าเป็นรถมือสองหรือไม่ หากไม่ได้คำตอบ เตรียมยื่อ สตง.-ป.ป.ช.ตรวจสอบต่อไป

วันนี้(14 พ.ค.) สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมฯ ได้ออกแถลงการณ์ ครั้งที่ 2 เรื่อง สงสัย ทบ.อนุมัติซื้อ “สไตรเกอร์” ทำไมแพงกว่าปกติ มีรายละเอียดว่า ตามที่ปรากฏมีรายงานว่า กองทัพบกได้อนุมัติจัดหารถเกราะล้อยาง M1126 STRYKER จากอัตราสำรองคลังของกองทัพสหรัฐอเมริกาจำนวน 37 คัน (แถม 23 คัน) มูลค่าประมาณคันละ 80 ล้านบาท โดยใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 2,960 ล้านบาท เพื่อบรรจุในกองพลทหารราบที่ 11 จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามแผนการเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยทหารราบ พร้อมยังจะนำเข้าประจำการในหน่วยทหารหน่วยอื่นอีกด้วย ความดังทราบแล้วนั้น

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ตรวจสอบราคาที่มีการโฆษณาซื้อขายกันผ่านเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งข้อมูลด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีการซื้อขายกันโดยทั่วไป พบว่าราคาของรถเกราะล้อยาง M1126 STRYKER ถูกกำหนดราคาไว้ที่ 1,411,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 47 ล้านบาทต่อคันเท่านั้น และรถเกราะล้อยางรุ่นดังกล่าวไม่ได้เป็นรถรุ่นใหม่แต่อย่างใด มีการผลิตและนำมาใช้ประจำการมาแล้วเกือบ 20 ปี และการที่กองทับพกไทยอนุมัติซื้อมานั้นเป็นรถที่อยู่ในคลังสำรองของกองทัพสหรัฐ หมายถึงเป็นรถมือสองใช่หรือไม่? แต่อาจจะนำไปพ่นสีให้ดูใหม่ขึ้น เปลี่ยนอะไหล่เล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้ดูดีมีราคาขึ้นมา(Refurbishment) ใช่หรือไม่ ?

ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมราคารถดังกล่าวที่กองทัพบกอนุมัติซื้อหามา จึงมีราคาที่แพงกว่าปกติทั่วไป และต่อให้ราคาจะขึ้นมาตามภาวะตลาดก็ไม่น่าจะแพงถึงขนาดนี้ คำถามก็คือ กองทัพบกไทยจัดซื้อรถเกราะล้อยาง M1126 STRYKER มาในราคาประมาณ 80 ล้านบาทต่อคันในขณะที่ราคาขายรถมือใหม่อยู่ที่ 47 ล้านบาทต่อคัน หากซื้อมา 37 คัน จะเกิดส่วนต่างประมาณ 1,220 ล้านบาทนั้นจริงหรือไม่ ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีทั่วไปคงต้องการที่จะได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงจากกองทัพบกในเรื่องดังกล่าว หากกองทัพบกยังยึดมั่นในคำว่า “มีธรรมาภิบาล” ที่แท้จริง และหากเรื่องดังกล่าวไม่มีคำตอบที่ชัดแจ้งสมาคมฯจะนำความไปร้องให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ตรวจสอบต่อไป